Latest news-Breaking news

‘เเราเคยอยู่ยงคงกระพัน’: นักรบรุ่นเยาว์ที่เติบโตขึ้นกับผลพวงจากสงครามที่ยังตามมาหลอกหลอน

作者:admin 2020-10-13

ID="https://static01.nyt.com/images/2020/10/12/world/12bulletproof-twins1-THAI/merlin_75298307_39e72016-66d3-4d4f-ba47-ed0cb88f65ea-articleLarge.jpg?quality=90&auto=webp" itemType="http://schema.org/ImageObject">
Image‘เเราเคยอยู่ยงคงกระพัน’: นักรบรุ่นเยาว์ที่เติบโตขึ้นกับผลพวงจากสงครามที่ยังตามมาหลอกหลอน

สองทศวรรษต่อมาความลึกลับของคู่แฝดทูยังคงเป็นปริศนาอยู่ ปัจจุบันเด็กชายทั้งสองเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว และเป็นจุดยึดเหนี่ยวสุดท้ายกับบ้านที่สูญหายไปของสาวกผู้ติดตามของพวกเขาที่ได้กระจัดกระจายกันไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นค่ายผู้อพยพลี้ภัยในประเทศไทยไปจนถึงชุมชนผู้อพยพลี้ภัยตามประเทศต่าง ๆ เช่นประเทศ นิวซีแลนด์ และรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา

ทหารพลัดถิ่นเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผู้อพยพลี้ภัยพลัดถิ่นทั่วโลกซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาผู้คนไม่น้อยกว่า 100 ล้านคนทั่วโลกต้องหลบหนีจาก บ้านของตนเอง ในเมียนมาร์ เพียงแห่งเดียวมีชนกลุ่มน้อยมากกว่าหนึ่งล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมโรฮิงญาที่ถูกถอนรากถอนโคนจาก เหตุการณ์ความขัดแย้งตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 เนื่องจากเขตแดนของเมียนมาร์ ยังคงอยู่ในภาวะสงคราม เจ้าหน้าที่สืบสวนขององค์การสหประชาชาติได้ตั้งข้อกล่าวหาต่อ กองทัพของประเทศเมียนมาร์ ว่าแสดงเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อประชาชนของตนเอง

หลังจากถูกเนรเทศอยู่หลายปี นักรบของจอห์นนี่และลูเธอร์รวมทั้งจอห์นนี่และลูเธอร์เองด้วยก็ได้เห็นบาดแผลตามร่างกายของพวกเขาหายดีจนเป็นปกติ ปัจจุบันลูกของพวกเขาบางคนเป็นประชาชนที่ถือสัญชาติอเมริกา สวีเดน และนิวซีแลนด์โดยปฏิญาณต่อธงประเทศอื่น ๆ ว่าจะจงรักภักดีต่อประเทศนั้น

แต่บาดแผลทางจิตใจนั้นยากที่จะสมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีวิตของผู้อพยพลี้ภัยหมายถึงการต่อสู้ดิ้นรนกับการงานที่ยากลำบากและการปรับตัวให้เข้ากับ วัฒนธรรมที่ไม่คุ้นชิน ความเครียดหลังบาดแผลยังคงไม่ได้รับการวินิจฉัย เติมด้วยไวรัสโคโรนาที่ติดตามเป็นเงามาถึงสถานที่ทำงานของพวกเขา

ในขณะที่พวกเขาหลบหนีลี้ภัยไปยังสถานที่ที่ไกลออกไปที่มีภูมิอากาศที่เย็นลง อดีตผู้นำของก็อดอาร์มี่กลับพบว่าปัจจุบันของพวกเขายังคงหนักอึ้งจากเหตุการณ์ในอดีต แม้แต่คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยกลับไปเหยียบแผ่นดินเมียนมาร์ ชีวิตของพวกเขายังยึดติดอยู่กับหมู่บ้านที่สูญหายไปนานหรือกับกองกำลังที่ถูกโจมตี

แม่ น้องสาวและญาติคนอื่น ๆ ของลูเธอร์และจอห์นนี่ถูกอพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ปัจจุบันมีสมาชิกในครอบครัว 12 คนที่พักอาศัยอย่างแออัดภายในบ้านขนาด 5 ห้อง แม้จะเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วหลังจากที่เป เคน/Pe Khen เดินทางไปถึงที่นั่น แต่แม่ของคู่แฝดก็ยังไม่คุ้นเคยกับทางหลวงที่ขวักไขว่จอแจ หรือไม่สามารถเดินเท้าไปตามถนนดินไปหาเพื่อนบ้านได้ ต่างคนต่างอยู่อย่างโดดเดี่ยว นางเป เคน/Pe Khen ตัดพ้อ แม้ว่าญาติพี่น้องจะอยู่ ด้วยกันเป็นโหลก็ตาม

“ฉันอยากกลับบ้าน” เธอเสริม แต่หลังที่หยุดคิด เธอก็กล่าวขึ้นอีกว่า “ฉันไม่อยากกลับบ้านแล้ว”

เธอถอนหายใจยาว ไม่มีใครผิด แต่ก็ไม่มีใครถูก

ทุกคนในหมู่บ้านในบริเวณก็อด เมาท์เทน ลึกเข้าไปในดินแดนกะเหรี่ยง เป็นที่ทราบกันดีว่าจอห์นนี่และลูเธอร์ ทูซึ่งเกิดในปีพ.ศ. 2531 มีความพิเศษ

มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเวลาที่ลูเธอร์ไปอาบน้ำในลำธารจะมีรูปร่างที่เปลี่ยนไปเป็นชายชราที่อาจเป็นอัครสาวก กล่าวกันด้วยว่าบางช่วงเวลาจอห์นนี่เดินบนน้ำได้ ผมยาวสลวยของเขาเหมือนในภาพพระเยซูในจินตนาการ เมื่อคู่แฝดอายุได้ 10 ขวบ ชาวบ้านเล่าว่าเด็กชายคู่นี้ได้รวบรวมกองทัพทหารล่องหนที่สามารถซุ่มโจมตีทหารเมียนมาร์ ด้วยแทบจะไม่มีเสียงกรอบแกรบของใบไผ่บอกตำแหน่งของพวกเขา

ชาวบ้านโหยหาพระเมสสิยาห์และพวกเขาได้รับถึงสององค์

“ตอนที่ฉันตั้งท้อง ฉันฝันว่าลูกชายของฉันเป็นอดีตนักรบที่ยิ่งใหญ่และอยากจะกลับมาเกิดใหม่” นางเป เคน/Pe Khen เล่าเสริมว่า “หลังจากจอห์นนี่และลูเธอร์เกิด ชีวิตพวกเราก็ดีขึ้น เราล่าสัตว์ป่าได้มากขึ้น เราปลอดภัยเพราะลูกแฝดทั้งสองปกป้องคุ้มครองพวกเรา”

คู่แฝดทูเกิดในครอบครัวที่ทำไร่ไถนาและปั้นกระสุนแบบโฮมเมดสำหรับการล่าสัตว์ การรุกรานของกองทัพเมียนมาร์าบังคับให้พวกเขาต้องหลบหนีเข้าไปในป่าตามแนวตะเข็บ ชายแดนระหว่างเมียนมาร์และไทยตอนที่ทั้งสองยังอยู่เรียนในชั้นอนุบาล คาดการณ์กันว่าเด็กชายแฝดทั้งคู่นี้จะเข้าร่วมกับกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง ซึ่งเป็น กองกำลังอาสาสมัครกะเหรี่ยงที่ใหญ่ที่สุดตามแนวทางที่พ่อของพวกเขาเคยทำ

กลุ่มกบฏกะเหรี่ยงต่อสู้กับรัฐบาลมาตลอดตั้งแต่ช่วงเวลาที่ยังมีชื่อว่าประเทศพม่าและได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปีพ.ศ. 2491 ประเทศใหม่นี้เกิดจาก การรวบรวมเป็นสหพันธรัฐที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวบามา และชนกลุ่มน้อยอีกหลายสิบกลุ่ม แต่ชาวกะเหรี่ยงประมาณห้าล้านคนต่อต้านรัฐบาลที่บริหารประเทศด้วยคติคลั่งชาติ ชาวกะเหรี่ยงบางคนและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลชาติพันธุ์อื่น ๆ จึงจับอาวุธขึ้นต่อสู้

เมื่อนายพลที่รังเกียจชาวต่างชาติล้มล้างรัฐบาลพลเรือนได้ในปีพ.ศ. 2505 เขาให้เหตุผลว่าการปกครองของทหารเป็นสิ่งที่จำเป็นในการป้องกันไม่ให้สหภาพล่มสลาย

ในช่วงปลายทศวรรษ 2553 ชาวกะเหรี่ยง ออกเสียงตามภาษาพม่าว่า “เขอะ-เร็น” เป็นฝ่ายตั้งรับ กลุ่มต่อต้านรัฐบาลชาวกะเหรี่ยงซึ่งเคยควบคุมรัฐรัฐหนึ่งในเมียนมาร์สูญเสียการปกครองดินแดนส่วนใหญ่ไป ชาวกะเหรี่ยงหลายแสนคน - ไม่ใช่แค่คริสเตียนเช่นจอห์นนี่และลูเธอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มที่นับถือ ศาสนาพุทธและกลุ่มคนที่ถือผีปีศาจด้วย - หนีไปอาศัยที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย หรือทำงานลำบากตรากตรำอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและการก่อสร้าง

ส่วนที่เหลือจำนวนมากถอยกลับไปซ่อนตัวในป่าดิบลึกที่เต็มไปด้วยอันตรายจากไข้มาเลเรีย โดยละทิ้งกระท่อมที่เคยพักพิงเมื่อทหารเมียนมาร์เปิดฉากการรุกราน สหรัฐอเมริกากล่าวว่าการรุกรานของทหารเมียนมาร์ซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรงทางเพศ และการเผาทำลายหมู่บ้านนับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ขณะที่ลูเธอร์และจอห์นนี่กำลังหัดเดินเตาะแตะ ทหารเมียนมาร์ได้เริ่มแผ้วทางถางป่าเพื่อสร้างทางเดินท่อส่งน้ำมันที่จะนำความมั่งคั่งมาสู่ระบอบเผด็จการทหารของ ประเทศ ชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยในบริเวณนั้นมาก่อนกลับไม่ได้รับค่าชดเชยอะไรเลย

ขณะที่กองทหารราบเมียนมาร์บุกยึดทำลายแนวเขากลางป่าทึบ กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยงสูญเสียกำลังทหารหลายร้อยนาย จอห์นนี่และลูเธอร์ยังคงต่อสู้ ทั้งคู่เป็นนักรบยอดฝีมือ สามารถวางกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ของพวกเขาให้เหมาะสมกับกองกำลังขนาดเล็กของพวกเขา พวกเขาไม่เคยเหยียบทุ่นระเบิด ชาวบ้าน เล่าว่าพวกเขากลับออกมาโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนจากการสู้รบที่มีกระสุนปลิวว่อนเหมือนห่าฝน

“มันเหมือนพลังพิเศษเหนือธรรมชาติในหนังเลย” จอห์นนี่กล่าว “ คุณรู้ว่าคุณกำลังถูกยิง แต่กระสุนกลับไม่โดนตัวคุณ”

ก็อด อาร์มี่ได้ถือกำเนิดขึ้น กองกำลังทหารได้รับการเสริมทัพด้วยเด็กกำพร้าจากสงครามที่ไม่มีที่ไป เกิดเป็นส่วนผสมระหว่างวรรณกรรมอมตะอันเลื่องชื่ออย่าง ครอบครัวแห่งมหาสมุทร/The Swiss Family Robinson และวัยเยาว์อันสูญสิ้น/Lord of the Flies ทหารผู้ใหญ่ล้อมวงสวดมนต์แล้วแบกแฝดทั้งคู่ขึ้นบ่า ระหว่างการต่อสู้เหมือนเครื่องรางของขลังเด็ก กลุ่มคริสเตียนจากเกาหลีใต้ร่วมสนับสนุนเงินบริจาค

กฎของก็อด อาร์มี่แย้งกับการตีความตามหลักศาสนาคริสต์ที่เคร่งครัดของชาวกะเหรี่ยง ที่ห้ามกินไข่ ห้ามกินเนื้อหมู ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามพูดโกหก และห้ามกล่าวคำผรุสวาท ข้อพระคัมภีร์จากไบเบิลถูกใช้เป็นแนวทางในการรบ

มันไม่สำคัญเลยที่แฝดทั้งคู่จะสาปแช่งและรมควันโซ่จากบุหรี่ขี้โย ทั้งคู่ยังเป็นแค่เด็กผู้ชายธรรมดา จอห์นนี่อาจหงุดหงิดง่าย ส่วนลูเธอร์นั้นดื้อรั้น ทั้งคู่ยังเด็ก เกินไปสำหรับความเหนื่อยล้าจากการเป็นผู้นำกองทัพขนาดเล็กของพวกเขา

สาวกผู้ติดตามของพวกเขายังคงศรัทธาอย่างเหนียวแน่น แม้แต่ในเวลาที่ผู้บังคับบัญชาผู้ใหญ่ของก็อดอาร์มี่ร่วมมือกับกลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรงในการลอบ ปิดล้อมสถานทูตเมียนมาร์ ในกรุงเทพฯ

Image
Credit...Sukree Sukplang/Reuters

“เราไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์ และเราสวดอ้อนวอนทุกวันเพื่อขอพระเจ้าให้ประทานพรเพื่อให้พวกเราปลอดภัย” เอ นอ หว่า/Eh Na Wah อดีตแม่ทัพ ใหญ่แห่งก็อด อาร์มี่กล่าว “พวกเราเคยยู่ยงคงกระพัน”

แต่พวกเขาไม่

นายเอ นอ หว่า/Eh Na Wah ถูกยิงระหว่างการสู้รบอันดุเดือดในปีพ.ศ. 2541 เมื่อก็อด อาร์มี่าพยายามต่อสู้กับกองกำลังขนาดใหญ่ของทหารเมียนมาร์ ทหาร3นายจากก็อด อาร์มี่ถูกสังหารในการต่อสู้ครั้งนั้น ส่วนนายเอ นอ หว่า/Eh Na Wah นั้นต้องถูกตัดจนพิการขาด้วนเหนือเข่า

ในปีพ.ศ. 2543 สมาชิกกลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรงจำนวนหนึ่งร่วมกับก็อด อาร์มี่เข้าบุกยึดโรงพยาบาล ที่จังหวัดราชบุรี อำเภอเล็ก ๆ ในประเทศไทยที่ไม่ไกล จากชายแดนเมียนมาร์และจับผู้ป่วยหลายร้อยคนเป็นตัวประกัน พวกเขาเข้าตาจนเพียงเพราะต้องการเวชภัณฑ์สำหรับการรักษาทหารของพวกเขาที่ได้รับบาดเจ็บ

กองทัพไทยตอบโต้อย่างเฉียบขาด ผู้เข้ายึดโรงพยาบาลทั้งหมดถูกสังหาร ลูเธอร์และจอห์นนี่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจู่โจม แต่ก็อด อาร์มี่ได้สูญเสีย นักรบฝีมือดีที่สุดไป หนึ่งปีหลังจากเหตุการณ์คู่แฝดได้เข้ามอบตัวกับกองทัพไทยและสิ้นสุดในค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย.

การก่อตั้งก็อด อาร์มี่สิ้นสุดลงตั้งแต่เด็กชายทั้งคู่ยังมีอายุไม่ครบ 13 ปีด้วยซ้ำ

ตอนต้นของวัยผู้ใหญ่ ลูเธอร์จำได้แต่ความหนาวเย็นจนจับใจ

ในปีพ.ศ. 2552 เขาเดินทางออกจากค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทยไปประเทศสวีเดน เขาไม่รู้จักประเทศใหม่ที่เขากำลังจะเดินทางไปดีนัก รู้แต่ว่าผู้คนตัวสูงใหญ่ หน้าตาขาวซีด ส่วนเขากับน้องชายฝาแฝดของเขายังสูงไม่ถึง 1.50 ม.เลย ซึ่งนั่นอาจเป็นผลมาจากการขาดสารอาหารเรื้อรัง

มีคนบอกเขาว่าอาหารทะเลเป็นของขึ้นชื่อของสวีเดน แต่ปลาทะเลตัวใหญ่ยักษ์เนื้อแน่นไม่เหมือนปลาแม่น้ำตัวเล็ก ๆ ที่เขาเคยจับได้ตอนเด็ก ๆ เนื้อที่หวานที่สุดอยู่ตรงระหว่างก้างซี่เล็ก ๆ

ลูเธอร์อาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อเกอเทนเน/Gotene ที่มีครอบครัวกะเหรี่ยงอีกสามครอบครัว ร้านอาหารจีนอีกหนึ่งร้านได้ 10 ปี เขาพยายามแล้ว ยังเคยคิดว่า มันอาจเป็นที่ที่เขาเรียกว่าบ้านได้ เขาเรียนรู้เกี่ยวกับกษัตริย์สวีเดนและระบอบสังคมนิยม เขาแต่งงานกับผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงที่นั่น มีลูกด้วยกันหนึ่งคน เขาทำงานในศูนย์ ชุมชนโดยมีหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ เขาจบชีวิตสมรสด้วยการหย่าร้าง

ความเครียดจากการย้ายถิ่นฐานส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อคนพลัดถิ่น ประชากรกะเหรี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตกอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้อพยพลี้ภัยรวมกันหลายหมื่นคนอาศัยอยู่

ความเป็นอยู่ในสหรัฐอเมริกาโดยรวมดีกว่าในค่ายผู้ลี้ภัยประเทศไทยหรือในบ้านเกิดของพวกเขา ซึ่งชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นชาวนา จากข้อมูลของ ศูนย์วิจัยพิว กว่า 1 ใน 3 ของชาวอเมริกันเชื้อสายพม่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงที่เดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกาในศตวรรษ นี้อยู่ในกลุ่มประชากรที่มีฐานะยากจน

Image
Credit...Minzayar Oo for The New York Times
Image
Credit...Adam Dean for The New York Times

ในปีพ.ศ. 2552 ซอ มา เซอ/Saw Ma Cher ศิษยาภิบาลแบบติสต์ที่ครั้งหนึ่งเคยต่อสู้ร่วมกับก็อด อาร์มี่ได้ย้ายถิ่นฐานพร้อมกับภรรยา ลูกทั้ง 5 คน และหลาน 13 คนไปที่เมืองนิวเบิร์น/New Bern รัฐนอร์ทแคโรไลน่า เมืองริมแม่น้ำที่ชาวกะเหรี่ยงเกือบ 1,000 คนถูกย้ายถิ่นฐาน

ชาวกะเหรี่ยงฟื้นฟูคณะสงฆ์แบบติสต์แห่งเมืองนิวเบิร์น แม้พวกเขาจะนำสิ่งใหม่ ๆ มาสู่โรงเรียนรัฐบาล แต่เพื่อนบ้านก็ยังมองแบบแปลก ๆ เมื่อครอบครัว ชาวกะเหรี่ยงพยายามตากปลานอกบ้าน มีสิ่งใหม่หลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นตู้เอทีเอ็ม ประกันรถยนต์ เนื้ออกไก่ไม่มีกระดูก

การวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าอัตราการเกิดแผลอักเสบในกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงในสหรัฐอเมริกาสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพียงจากความเครียดของสงคราม เท่านั้น แต่ยังมาจากความยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของบ้านใหม่อีกด้วย

ในปีพ.ศ. 2558 วัยรุ่นชาวกะเหรี่ยงที่เดินทางมาถึงเมืองนิวเบิร์นได้ไม่ถึงสองปีได้เดินไปที่บ้านของเพื่อนบ้านที่มีครอบครัวผู้ลี้ภัยจากเมียนมาร์อาศัยอยู่ และฆ่าเด็ก 3 คนด้วยมีดพร้า ตอนนี้เขารับการรักษาอยู่ที่สถาบันผู้ป่วยทางจิต

ผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกามักต้องเลือกทำงานที่ไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษและได้ค่าแรงต่ำ เช่นการบรรจุเนื้อสัตว์ หรือในงานตัดหางไก่งวง 2,000 ตัวใน หนึ่งชั่วโมงมันไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษใด ๆ

เมื่อไวรัสโคโรนาเริ่มระบาดในโรงงานทั่วเมืองนิวเบิร์น ชาวกะเหรี่ยงประมาณ 70 คนล้มป่วย มีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย

“ไวรัสโคโรนาแย่กว่าการสู้รบในป่าอีก เพราะคุณมองไม่เห็นไวรัส” นายซอ มา เซอ/Saw Ma Cher อายุ 72 ปีกล่าว

ซือ เล มู/Sel Lay Moo ซึ่งญาติพี่น้องเป็นสมาชิกของคริสตจักรแบบติสต์ที่มีสมาชิกชาวกะเหรี่ยงที่เคร่งครัดจำนวน 400 คนในเมืองนิวเบิร์น ที่นายซอ มา เซอ/Saw Ma Cher ได้ร่วมก่อตั้ง รู้สึกกังวลทุกครั้งที่พ่อของเธอกลับจากทำงานที่โโรงงานแปรรูปสัตว์ปีก

เธอเดินทางมาถึงเมืองนิวเบิร์นเมื่อสิบปีที่แล้วตอนอายุ 9 ขวบ ที่โรงเรียนเธอไม่รู้ว่าจะขออนุญาตไปห้องน้ำเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร เธอจึงต้องกลั้นไว้เป็นชั่วโมง ๆ แต่ด้วยความที่ซือ เล มู/Sel Lay Moo ยังเป็นเด็ก เธอจึงเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา เธอยังเป็นเด็กเรียนเก่งอีกด้วย

แม่ของเธอต้องสอบถึง 24 ครั้งกว่าจะได้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ พี่สาวของเธอหางานทำที่ร้านทำเล็บ ส่วนพี่ชายของเธออยู่ในหน่วยนาวิกโยธิน

ซือ เล มู/Sel Lay Moo ได้ยินเรื่องราวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเสียชีวิตของลุงของเธอด้วยน้ำมือของกองทัพทหารของรัฐบาล แฝดคู่หนึ่งที่นำผู้คนของพวกเขาไปสู่ความรุ่งโรจน์จนกระทั่งทุกอย่างล่มสลายลง

“ใช่ค่ะ” เธอตอบ “ตอนเป็นเด็ก ทุกอย่างน่ากลัวไปหมด และทุกคนก็กลัวกองทัพทหารพม่า จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีเด็กที่แม้ยังจะยังอายุน้อยอยู่แต่ยังสามารถนำคนอื่นให้เข้าร่วมในการสู้รบได้”

ชีวิตของเธอดำเนินไปคนละเส้นทาง ปีนี้ซือ เล มู/Sel Lay Moo ได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลน่าแห่งเมืองชาร์ลอตต์ เธอเป็นสมาชิกคนแรกของครอบครัวที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

ต้องลุกขึ้นต่อสู้…อีกครั้ง

วันหนึ่งที่บ้านของเขาในเมืองเกอเทนเน/Gotene ประเทศสวีเดน เขาสวมหมวกไหมพรม ลูเธอร์เล่นเฟซบุ๊กและพิมพ์ชื่อที่เป็นที่นิยมของหญิงสาวกะเหรี่ยงไปว่าหน่อ/Naw เขาเลื่อนลงผ่านชื่อหน่อ/Naw หลายคน เพื่อดูรูปผู้หญิงที่เขาถูกใจ

สำหรับหน่อ เล กาพอ วา/Naw Lay Kapaw Wah ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่ทหารเมียนมาร์ขับไล่จนชาวบ้านต้องหลบหนีเข้าไปในป่าแล้ว การที่มีคนมา ขอเป็นเพื่อนทางเฟซบุ๊กจึงดูเหมือนเป็นเรื่องแกล้งกัน เธอจึงคิดว่ามีคนแอบอ้างเป็นลูเธอร์ ทู หนึ่งในคู่แฝดเด็กชายที่เคยบัญชาการก็อด อาร์มี่แน่นอน

แต่นั่นคือลูเธอร์ตัวจริง เขาว้าเหว่ หลังจากคบกันทางออนไลน์ได้สองปี เธอก็ขอให้เขากลับบ้านที่เมียนมาร์ซึ่งเขาได้จัดการเรียบร้อยเมื่อสองปีก่อน เขาถือหนังสือ เดินทางสวีเดนอยู่ในมือ ตอนนี้ทั้งคู่อาศัยอยู่ที่ชายป่าเป็นส่วนใหญ่ นอนในเปลญวนหรือในเพิงเหนือเล้าไก่

“ผมรักเอเชีย” เขากล่าว “สวีเดนอากาศหนาวมาก”

เวลาที่มรสุมไม่รบกวนสัญญาณโทรศัพท์และเมื่อมีเงินพอที่จะเติมเงินในโทรศัพท์ พวกเขาก็คุยกับครอบครัวของลูเธอร์ซึ่งอาศัยที่ประเทศนิวซีแลนด์ (พ่อของเขาเสียชีวิตแล้วในปีพ.ศ. 2560)

คุณเป เคน/Pe Khen แม่ของคู่แฝดวิดีโอแชทกับจอห์นนี่ด้วย เธอและคนอื่น ๆ ต่างเป็นห่วงเขาเรื่องการดื่มของเขา

“เขาคิดถึงครอบครัวของเขา” เธอกล่าว “ เขาดูเศร้ามาก ฉันจำเป็นต้องดูแลเขา”

เธอเอื้อมมือไปจับหน้าจอโทรศัพท์ราวกับกำลังลูบไล้เส้นผมของเขา

Image
Credit...Cornell Tukiri for The New York Times

ไม่เหมือนกับลูเธอร์ จอห์นนี่ไม่มีหนังสือเดินทางเพื่อไปเยี่ยมครอบครัวที่นิวซีแลนด์ แม่ของเขาบอกอีกว่าเขายังเป็นที่ต้องการของชาวกะเหรี่ยงอยู่

“ฉันเป็นห่วงว่าทหารพม่าจะยิงเขา” เธอกล่าว “แต่พวกเขาต้องต่อสู้เพื่อคนของพวกเรา เพื่ออิสรภาพของพวกเรา”

หน่อ พอ หล่า โท/Naw Paw Law Tah น้องสาวอายุ 17 ปีของจอห์นนี่และลูเธอร์อาจจะ ต้องการจะเรียนต่อด้านแฟชั่นหรือการออกแบบหลังจากที่จบชั้นมัธยมปลาย ความไม่แน่ใจของเธอก็คือวัยรุ่นทุกคนที่หลุดพ้นจากสงคราม

ตอนเรียนเธอเคยเขียนบทความเรื่องชาวกะเหรี่ยง เธอเขียนเล่าถึงการที่ชาวกะเหรี่ยงเรียกบ้านเกิดว่ากอตูเล/Kawthoolei วิธีที่กองทัพทหารเเมียนมาร์ข่มขืน และฆ่า การที่เด็ก ๆ ถูกใช้ให้กลายเป็นเครื่องตรวจจับทุ่นระเบิดมนุษย์

เธอพยายามเขียนบรรยายถึงเนินเขาที่มีอากาศเย็น ครึ้มด้วยดงไผ่หนาทึบ แม้ว่าเธอจะไม่เคยเห็นเลยเพราะเธอเกิดในค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทยก็ตาม

เธอเขียนเรื่องพี่ชายฝาแฝดของเธอที่เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาและพลังอันแรงกล้าของพวกเขา “ฉันคิดว่ามันเจ๋งมากที่พวกเขาล่องหนได้” เธอกล่าวเสริม เรียงความของเธอได้รับคะแนนประเมิน “ยอดเยี่ยม” มันเป็นช่วงเวลาที่เธอภาคภูมิใจที่สุดในโรงเรียน

แต่บ้านเกิดเมืองนอนของเรียงความของเธอไม่ได้มีอยูวันนี้กลุ่มติดอาวุธชาวกะเหรี่ยงได้แตกตัวออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยตามชื่อย่อของกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม K.N.L.A. กลุ่ม D.K.B.A. กลุ่ม B.G.F. และอื่น ๆ บางกลุ่มสู้รบกับกองทัพทหารเมียนมาร์ บางกลุ่มก็สู้รบกันเอง

ชนกลุ่มน้อยของเมียนมาร์ทั่วประเทศยังคงได้รับความเดือดร้อน ความเสียหายเกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่าย โดยกองทัพแห่งชาติกำหนดเงื่อนไขการต่อสู้โดยตั้งเป้าหมายไปที่ชนกลุ่มน้อยและกองกำลังติดอาวุธทางชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่มองว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นพันธะทางวัฒนธรรม

การหยุดยิงบางครั้งเกิดขึ้นบนแผ่นกระดาษเท่านั้น กระบวนการสันติภาพไปไม่ถึงไหนหรอก การเลือกตั้งระดับชาติที่กำหนดไว้ในเดือนพฤศจิกายนทำให้เกิดการแบ่ง แยกทางชาติพันธุ์ซึ่งได้เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งประเทศเมื่อกว่าเจ็ดทศวรรษที่แล้ว

Image
Credit...Adam Dean for The New York Times
Image
Credit...Minzayar Oo for The New York Times

นางออง ซาน ซู จี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปัจจุบันเธอเป็นผู้นำพลเรือนของประเทศ ครั้งหนึ่งเธอเคยได้รับความเคารพนับถือจากกลุ่มชาติพันธุ์ของ เมียนมาร์จากการที่ของบิดาของเธอ พลเอกอองซาน วีรบุรุษเอกราชผู้ซึ่งก่อตั้งประเทศโดยให้คำมั่นสัญญาเรื่องความเท่าเทียมกันสำหรับคนพม่า ตอนนี้นางออง ซาน ซู จี ปฏิเสธที่จะประณามการละเมิดของทหารอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าเธอได้สูญเสียความไว้วางใจจากชนกลุ่มน้อยของเมียนมาร์และประชาคมระหว่างประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยมอบรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนให้กับเธอด้วย

จอห์นนี่และลูเธอร์ฝันถึงก็อด อาร์มี่ในยุคใหม่

บนแขนของจอห์นนี่มีรอยสักตัวอักษรกะเหรี่ยงแบบดิบ ๆ เหมือนเด็กที่เติบโตในป่าดงดิบที่เทียบส่วนสูงกับปืนไรเฟิล M16

“ผมเกิดมาจากแม่ของผมด้วยเลือด และผมก็จะตายไปด้วยเลือดเช่นกัน”

ลูเธอร์พูดถึงที่ซ่อนอาวุธที่เขาและสาวกผู้ติดตามสามารถเข้าถึงได้ เขาคิดว่าเขาสามารถล่องหนได้อีกครั้งหากคาถาถูกต้อง แต่เขายังต้องอ้อนวอนขอเงินจากแม่เพื่อให้โทรศัพท์มือถือใช้งานได้ยู่เลย แฟนสาวของเขายอมรับว่าครั้งหนึ่งพวกเขาอธิษฐานร่วมกันในคืนพระจันทร์เต็มดวง แต่ลูเธอร์ก็ไม่ได้ล่องหนไปไหน

“เพื่อสันติภาพ เราต้องการจะต่อสู้อีกครั้ง” ลูเธอร์กล่าว “เราต้องการทำสิ่งนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อชาวกะเหรี่ยงเท่านั้น แต่เพื่อทุกคนในพม่าด้วย”

ปาดอ ซอ เซอ เบ/Padoh Saw Hser Bwe เลขาธิการร่วมของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงซึ่งเป็นกองกำลังทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของกะเหรี่ยงระลึกถึงพลังพิเศษเหนือธรรมชาติที่จอห์นนี่และลูเธอร์เคยมี สถานะของพวกเขาอยู่ในระดับที่ “ต่ำกว่าพระเจ้าเพียงหนึ่งขั้นเท่านั้น”

พลังเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว เขากล่าว

“พวกเขาสูญเสียพลังเหนือธรรมชาติไปและตอนนี้พวกเขาทั้งคู่อยู่ในสภาพย่ำแย่” เขากล่าวเสริม “บางทีแฝดทั้งคู่อาจเคยมีพลังพิเศษมาก่อน แต่ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว”

บางคนก็ยังเชื่ออยู่

“ลูเธอร์และจอห์นนี่จะต่อสู้เพื่อพวกเราอีกครั้ง” นายเอ นอ หว่า/Eh Na Wah ทหารเกณฑ์ของก็อด อาร์มี่ซึ่งตอนนี้อาศัยอยู่ในโอ๊คแลนด์พร้อมกับลูกทั้งเก้าคนกล่าว “ตราบใดที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า ตราบใดที่พวกเขาอยู่ห่างจากแอลกอฮอล์ พวกเขาก็สามารถนำเราได้”

แต่คู่แฝดทูเมาเหล้าเป็นประจำ ทั้งคู่ไม่มีงานทำ

ลูกพี่ลูกน้องของจอห์นนี่ปลอบโยนเขาด้วยการกุมมือที่สั่นเทา เขานอนหลับตอนที่คนอื่นตื่น นอนขดตัวเหมือนเครื่องหมายคำพูดที่เหลืออยู่ตัวเดียว

“ฉันคิดถึงป่า” จอห์นนี่ซึ่งตอนนี้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านในประเทศไทยกล่าวหลังจากใช้เวลาหลายปีในค่ายผู้ลี้ภัย “ฉันคิดถึงที่ที่ฉันเติบโตขึ้นมา”

ครอบครัวของแฟนสาวของลูเธอร์บอกร้านค้าในหมู่บ้านว่าอย่าขายเหล้าให้เขาอีก บางครั้งเขาก็อาเจียนเป็นเลือดหลังจากที่ดื่มสุราอย่างหนัก เขากลับไปอยู่ที่บ้านที่ เมียนมาร์แล้วแต่ก็ยังรู้สึกหลงทางเหมือนตอนที่ถูกเนรเทศอยู่ดี

“ผมยังมีชีวิตอยู่” ลูเธอร์กล่าว แค่นี้ก็ดีมากแล้ว “เหล้าช่วยให้ผมลืมความทุกข์ได้”

เย็นวันหนึ่งในป่าล้างหน้ากระท่อมของพวกเขา ลูเธอร์และครอบครัวของแฟนสาวล้อมวงกันดูวิดีโอของคณะนักร้องประสานเสียงพระกิตติคุณจากมือถือ แมลงกลางคืนบินเข้ามาเล่นแสงไฟจากหน้าจอมือถือ

ลูเธอร์ขยับปากร้องตามเนื้อเพลงบนหน้าจอ

“ความเมตตาอันไร้ขอบเขตของพระเจ้า” เขาร้องเพลง “เราจะมีชีวิตอีกวัน เราจะต่อสู้กับการต่อสู้ที่ดีอีกวัน”

รายงานร่วมโดยคุณซอ นาง/Saw Nang จากเมืองนัท ถาน ขวิ่น และคุณมุทิตา ซูฮาร์โฅโน/Muktita Suhartono จากอำเภอสวนผึ้ง ประเทศไทย

目前有 0 条留言

发表留言

◎欢迎参与讨论,请在这里发表您的看法、交流您的观点。